LIVERPOOL FC in Bangkok 2003(วันซ้อม)

posted on 28 Feb 2009 11:54 by light-yagami  in FootballCrazy

เรื่องภาพอาจจะไม่ดีเท่าไหร่นะเพราะกล้องดิจิตอลที่ถ่ายอันละ 4000กว่าๆเอง
ซูมแค่3X แถมความเร็วโฟกัสก็ช้ามากๆ ถ้าภาพวิ่งเร็วจะเบลอเลย
เราพยายามปรับให้ดีที่สุดเต็มที่ได้แค่นี้แหละ T-T
เราเองก็ไม่ใช่มืออาชีพ(ไม่ใช่แม้แต่มือสมัครเล่นด้วย55) ไม่ได้เล่นกล้อง
คุณภาพของภาพที่ถ่ายเลยได้แค่นี้แหละ ถือว่าเก็บบรรยากาศจริงๆมาให้แทนความสวยงามละกันนะ

เอาล่ะเรามาเริ่มชนบรรยากาศการซ้อมก่อนแข่งจริง ที่ราชมังคลาดีกว่า
(วันแข่งเรากำลังอัพโหลดรูปอยู่ เดี๋ยวเข้ามาดูวันแข่งกันทีหลังนะ เร็วๆนี้แหละ)
 
ภาพรถบัสที่ขนผู้เล่นทีมลิเวอร์พูล




รถวิ่งเร็ว(จริงๆกล้องมันช้า) ไอเราก็มัวแต่มองนักเตะบนรถจนลืมถ่ายรูป เลยพยายามถ่ายด้านข้างได้แค่นี้




สนามราชมังคลากีฬาสถานก่อนที่ผู้เล่นหงส์แดงจะลงซ้อม




วันนี้ดันครึมฟ้าครึมฝนซะอีก ฝนอย่าตกนะ




ตาลุงอ้วนๆมาชี้โบ้ชี้เบ๊นี่ใครเนี่ย?




"แซมมี่ ลี"(Sammy Lee) นี่เอง ตอนนี้แกกลับมาอยู่กับหงส์ในฐานะผู้ช่วยผู้จัดการทีมอีกครั้งแล้วด้วย เย้ๆ




วันซ้อมสื่อมวลชนก็มากันเยอะแยะ อยากเป็นพวกนั้นบ้างจัง




ถ้าได้บัตรนี้ก็คงดีสินะ




มาดูผู้คนกันบนแสตนด์บ้าง พี่เสื้อฟ้าแกจะหน้าเครียดไปไหน




มีคนมองกล้องเราด้วย




นักเตะและสต๊าฟโค้ชมากันละ




เดินมาทางนี้ด้วย




ทำท่าลังเลกัน แต่โอเว่นนำยกมือไหว้ไปก่อน




ใส่ชุดซ้อมกันแล้ว

 


คาร่ากับเฮียปู ส่วนคนหันหลังนี่ไม่รู้เดากันเอาเอง




โอเว่นขอเล่นเป็นโกลล์บ้าง




แล้วจะเหลือเรอะ โกลเตี้ยๆแขนสั้นๆอย่างนี้ เสร็จดิยุฟ 55




พี่เจิดอารมณ์ดี ซ้อมไปยิ้มไป




ท่าทางอากาศจะยังร้อนไม่พอ ดิยุฟเลยมาขอไออุ่นจากซมิเซอร์




เค้าจะรู้ตัวไม๊นะ ว่าต่อไปเค้าจะกลายเป็นฮีโร่พาหงส์คว้าแชมป์UCLสมัยที่5




อ่าว ไอนี่นิ เปลี่ยนมาเฝ้าเสาโดนยิงเลย 55




เฮียโปนของเราทำหน้าเครียด(เก๊กไว้ก่อน55)




ริเซ่โดนแซมมีลีด่าอะไรหว่า?




อ่อ เค้าบอกให้ไปรอข้างสนามก่อน




ก็เคยมายืนเท้าสะเอว เซ็งอยู่ตรงนี้




บิสคานกับเฮสกีย์มาซ้อมอยู่หลังโกล




ทำไมวันนี้มีแต่คนทำหน้าเครียดเก๊กหล่อ




และแล้วริเซ่ก็ยืนเซ็งต่อ




อากาศร้อนจัด คาร่าหน้าแดงก่ำ




ริเซ่อารมณ์ดีขึ้นทัน หลังจากไปจับตูดเจิดแก้เครียด




ยืนรอจังหวะลูกเซ็ตพีช




เฮ้ย ลุงลีเดินมาแล้ว พวกเราหลบเร็ว




ยังจำกันได้รึป่าว คนเสื้อส้มซ้ายสุด เค้าคือ "มาคัส บับเบิ้ล"(Markus Babbel) ที่โชคร้ายสุดๆ จากการป่วยเป็นโรคประหลาด(ไข้อะไรซักอย่างนี้แหละจำไม่ได้ละ)จนเกือบเอาชีวิตไม่รอด จนหมดโอกาสในแอนฟิลไปในที่สุด
ยิ้มแย้มแจ่มใสเพราะ...ซ้อมเสร็จแล้ว(มันอู้นี่เอง55)




กินน้ำกันหมื่นลิตร ท่าทางจะร้อนกันมาก




สังเกตมานานละ ทำไมนักฟุตบอลต้องกินน้ำทางมุมปากเอียงๆแบบนี้ มันกินกันตรงๆไม่ได้หรอ หรือว่าติดดั้ง




ได้เวลาโฟ้แตก!!! พูดไรกันบ้างนะ เสียดายจังไม่ได้ยิน




เจ็บรึป่าว หรือว่าแค่ยืดเฉยๆ




บิสคานพยายามอ่อยเพื่อน




สต๊าฟโค้ชมาสุมหัวปรึกษากัน... "เฮ้ย วันนี้ไปกินยาดองร้านไหนดี?"




ยืดกล้ามเนื้อกันใหญ่




นี่ภาพแบบZoom outเต็มที่ แล้วจะรู้ว่าเราอยู่ใกล้แค่ไหน(จะขี่คอตำรวจแล้ว แต่กล้องมันซูมได้น้อยจริงๆ)




แบบใกล้เข้ามาหน่อย ทำไมเค้าต้องไปตั้งวงกันด้านนู้นด้วย เราไม่ปล้ำหรอกน่า




กล้ามขาเจิดน่ากลัวมาก ถ้าโดนเตะก้านคอคงหัวหลุด




เฮียโปนเดินนำนักเตะมาขอบคุณแฟนบอลก่อนกลับ




เดินมาตบมือไปด้วย พร้อมกับเสียงปรบมือจากเดอะค็อปบนแสตนด์




แล้วก็...ขอบคุณครับ




ติดตามชมภาพบรรยากาศวันแข่งกับทีมชาติไทย ในบล็อกอันถัดไปนะ
ตอนนี้กำลังอัพโหลดอยู่

เอาเสือหนุนตักถ่ายรูปที่วัดหลวงตามหาบัว จ.กาญจนบุรี 

แผนที่

ภาพถ่ายเมื่อ วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2548



เรารู้เรื่องนี้จาก
Discovery Channelเมื่อหลายปีก่อน แต่มาดูตอนท้ายรายการที่จะจบแล้วเลยฟังไม่ทันว่าอยู่ที่น ชื่อวัดอะไร รู้แต่ว่าอยู่ในประเทศไทย เพราะเห็นพระและมีเสียงภาษาไทยแทรกแซมมาจากเสียงภาษาอังกฤษ ด้วยความที่เป็นคนชอบแมวมาก ก็เลยชอบเสือตามไปด้วย แต่ไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนจริงๆเลยไม่ได้ไปซักที ขนาดโทรไปถามการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เค้าก็ยังไม่รู้จักเลย ว่ามีวัดที่มีพระเลี้ยงเสืออยู่ เฮ้อ แปลกจัง วัดดังไปถึงต่างประเทศ แต่ในไทยแทบไม่มีใครรู้จักเลย




หลังจากนั้นปีสองปีได้ วัดนี้เริ่มมีชื่อเสียงมากขึ้นมั้ง คุณแม่เราเลยเห็นวัดนี้ออกรายการทีวีของไทยช่องฟรีทีวีปกติ เลยรู้ว่าชื่อวัดหลวงตามหาบัว อยู่จ.กาญจนบุรี พอดีกับมีญาติอยู่ที่นั่นด้วย เลยหาเรื่อง เฮ้ย!หาโอกาสไปเยี่ยมญาติ พร้อมกับพาไปเที่ยวด้วยเลย




ไปถึงที่วัดพร้อมญาติๆอีก3-4คนได้ โชคดีที่เราไปช่วงเช้า เลยไปต้องเสียค่าเข้า300 เค้าบอกว่าถ้ามาบ่ายจะเสีย200หรือ300นี่แหละทั้งคนไทยและฝรั่ง เราโชคดีไปที่มาเร็วเลยไม่ต้องเสีย เราไปถึงตอนแรกเป็นช่วงที่เค้าอาบนำเสือกันอยู่ โดนเสืออยู่ในกรงที่ล็อคสองชั้น มีเจ้าหน้าที่เดินเข้าออกคอยอาบน้ำให้ พอเราก็ไปนั่งเล่นชมนู่นชมนี่ เราก็ไปเล่นกับแพะพิการที่เดินตามเรามาตั้งแต่ทางเข้าละ ไปรู้ทำไปเหมือนกัน มันเอาเขามาดันๆเราด้วย เหมือนจะอ้อนงั้นแหละ ตกลงแกเป็นแพะหรอแมวเนี่ย



พอช่วงบ่ายเค้าพาเสือเดินมาที่หุบเขา ซึ่งไม่มีกรงขังอะไร อยู่กลางหุบเขา แล้วมีแค่รั้วเชือกล้อมเป็นพิธี บอกขอบเขตให้คนรู้มากกว่า กันอะไรไม่ได้หรอก เค้าบอกให้เข้าไปถ่ายรูปกับเสือได้ โดยทำบุญใส่ในกล่องตามแต่ศรัทธา เราใส่ไป20บาท(ก็ยังเด็กอยู่ไม่มีรายได้นี่ แหะๆ) รอบแรกก็เดินไปรอบๆ เจ้าหน้าที่คอยถ่ายรูปจากกล้องเราให้ มีเสือนอนอยู่เหมือนหลับ เค้าบอกให้ค่อยเอามือลูบหลังมันได้ แต่จากที่ลูบเราว่ามันไม่หลับนะ เหมือนมันนอนเล่นมากกว่า และรู้ด้วยว่าเราอยู่ตรงนั้น แต่ก็เฉยๆชิวๆไม่มีทีท่าขู่ใส่อะไร








ถ่ายจนพอสมควรก็เดินมาที่ปากทางออก กำลังจะเดินออก แต่คราวนี้หลวงพ่อเรียก แต่บอกว่าให้ไปเปลี่ยนเสื้อก่อน เสื้อเราสีส้มแป๊ด มันจะสะดุดตาเสื้อเกิน ให้ไปหาเสื้อสีพื้นๆมา(ว่าแต่จีวรหลวงพ่อก็ดูส้มเหมือนกันนี่หน่า555)




เราเลยยืมเสื้อน้องสีดำมาใส่ทับ น้องตัวเล็กมากให้ตายเถอะ เสื้อคับปลิ้นเลย แล้วหลวงพ่อก็ให้เราเดินมาหาเสือตัวนี้แหละที่นอนอยู่ในรูป หลวงพ่อก็อุ้มเสือใส่ตักเราให้ถ่ายรูปอย่างที่เห็น เราก็เคยถ่ายรูปกับลูกเสือนะ แต่ตัวเต็ม(ตัวเท่าควาย!!!)แบบนี้เพิ่งเคยถ่ายด้วยครั้งแรก  ขนเสือจะเส้นหนาและสากๆ แต่ก็รุ้สึกนุ่มๆลึกๆ ว่าไปไอตัวที่อยู่บนตักมันน่ารักดี



แต่พักหลังๆนี่รู้สึกวัดนี้เริ่มมีข่าวไม่ดีแล้ว เราก็ไม่รู้เหมือนกัน แน่เสือที่นี่ก็ดูสมบูรณ์แข็งแรงดีนะ ไม่เหมือนสวนเสือ........เอ่อ บางที่เนี่ย กับสวนสัตว์...........ที่เราไปถ่ายกับลูกเสือ นี่เสือมันมีแต่ก้างชัดๆ ผอมจนเห็นซีกโครงเลย และมีคนบ่นว่าเก็บ300บาท เท่าที่เราเคยได้ยินก็ประมาณนี้ แต่ไม่รู้ว่าช่วงเช้าคนไทยยังเข้าฟรีอยู่ป่าว

 สถานที่ สวนแม่ฟ้าหลวง ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย

แผนที่

 ภาพถ่ายเมื่อ 1 ต.ค. 2548



สวนแม่ฟ้าหลวง ตั้งอยู่บนพื้นที่เดิมของหมู่บ้านอาข่าป่ากล้วย มีคนอาศัยอยู่ 62 ครอบครัว ในอดีตหมู่บ้านนี้ เป็นเส้นทางลำเลียงสำคัญและเป็นที่พักของกองคาราวานฝิ่น น้ำยาทำเฮโรอีน และอาวุธสงคราม ประกอบกับที่ตั้งมีลักษณะเป็นหุบลึกลงไป บ้านเรือนอยู่อย่างแออัด ขยายไม่ได้ จึงมีปัญหาเรื่องการดูแลความสะอาด ขยะ และน้ำเสีย ทางโครงการพัฒนาดอยตุงฯ จึงขอให้หมู่บ้านย้ายไปอยู่ที่ใหม่ห่างจากที่เดิมราว 500 เมตร แต่ตั้งอยู่บนเนินเขา กว้างขวาง และสวยงาม มีระบบประปาและไฟฟ้าเข้าถึง มีถนนลาดยางตัดผ่าน จึงเป็นที่พอใจของชาวบ้าน และในบริเวณหมู่บ้านเดิมก็สร้างสวนไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว บนเนื้อที่ราว 30 ไร่ ตามพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนี ที่ต้องการให้คนไทยที่ไม่มีโอกาสไปต่างประเทศ ได้เห็นไม้ดอกเมืองหนาวที่สวนแห่งนี้ กลางสวนมีงานประติมากรรม ของนางมิเซียม ยิบอินซอย โดยสมเด็จพระบรมราชชนนีทรงพระราชทานชื่อว่า "ความต่อเนื่อง" (Continuity) สื่อถึงการทำงานใดๆ จะสำเร็จได้ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง


ไม้ดอก ไม้ประดับที่นำมาตกแต่ง ปลูกและเลี้ยงดูโดยชาวบ้านในโครงการฯ เป็นการพัฒนาทักษะฝีมือทางการเกษตร และสร้างงานให้ชาวบ้านมีรายได้ที่ดี สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัว และยังเกิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่นำรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม มาสู่พื้นที่ปีละหลายล้านบาท




ในปี 2536 สวนแม่ฟ้าหลวง ได้รับรางวัล พาตา โกลด์ อวอร์ด (PATA Gold Award) ประเภทรางวัลการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว จากสมาคมส่งเสริมการท่องเที่ยวเอเชีย-แปซิฟิก

 


http://www.doitung.org/

สำนักงานกรุงเทพ

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์
1875 ถ.พระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน จ.กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 02-252-7114 โทรสาร 02-254-1665 อีเมล: contact@doitung.org

Doitung Office:

โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ
อาคารอเนกประสงค์ พระตำหนักดอยตุง
อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย 57240
โทรศัพท์ 053-767-015-7 โทรสาร 053-767-077